การทำ ICSI กับ IVF ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนดี | ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา
Last updated: 22 Jul 2026
6 Views

การทำ ICSI (อิ๊กซี่) และ IVF ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด
สำหรับคู่สามีภรรยาที่กำลังเผชิญกับ ภาวะมีบุตรยาก และเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ คงคุ้นเคยกับคำว่า IVF (In Vitro Fertilization) และ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) ซึ่งทั้งสองวิธีเป็นเทคนิคการทำเด็กหลอดแก้วที่ได้รับความนิยม แต่หลายท่านอาจยังมีข้อสงสัยว่าทั้ง 2 วิธีนี้ต่างกันอย่างไร และควรเลือกวิธีไหนจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด
1. IVF (In Vitro Fertilization) คืออะไร?
IVF หรือการทำเด็กหลอดแก้วแบบดั้งเดิม คือ กระบวนการนำไข่ที่คัดสมบูรณ์จากฝ่ายหญิง และอสุจิที่คัดเลือกแล้วจากฝ่ายชาย มาผสมกันในจานเพาะเลี้ยงนอกร่างกาย โดยปล่อยให้สเปิร์ม "ว่ายเข้าไปปฏิสนธิตามธรรมชาติเอง" กับไข่ในห้องปฏิบัติการ เมื่อปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว จึงนำกลับไปย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง
ข้อจำกัด: จำเป็นต้องใช้อสุจิที่มีความแข็งแรง รูปร่างปกติ และมีปริมาณมากพอที่จะสามารถเจาะเปลือกไข่ด้วยตัวเองได้
2. ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) คืออะไร?
ICSI (อิ๊กซี่) คือ เทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดมาจาก IVF โดยเป็นเทคนิค "การเจาะปฏิสนธิโดยตรง" นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) จะคัดเลือกอสุจิเพียง 1 ตัวที่มีความสมบูรณ์ คล่องตัว และรูปร่างดีที่สุด แล้วใช้เข็มแก้วขนาดเล็กมากๆ ฉีดอสุจิตัวนั้นเข้าไปในเนื้อไข่โดยตรง เพื่อช่วยให้เกิดการปฏิสนธิอย่างแน่ชัด
จุดเด่น: ก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องปริมาณและความแข็งแรงของอสุจิ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายชายที่มีอสุจิน้อย รูปร่างผิดปกติ หรือเคลื่อนที่ช้า
3. ตารางเปรียบเทียบความแตกต่าง ICSI vs IVF
หัวข้อเปรียบเทียบ
IVF (เด็กหลอดแก้วแบบเดิม)
ICSI (อิ๊กซี่)
วิธีการปฏิสนธิ
ปล่อยให้อสุจิว่ายเข้าไปเจาะไข่เองในจานเพาะเลี้ยง
คัดอสุจิสมบูรณ์ที่สุด 1 ตัว ฉีดเข้าเนื้อไข่โดยตรง
ความต้องการอสุจิ
ใช้อสุจิจำนวนมาก (หลักแสนตัว) และแข็งแรงมาก
ใช้อสุจิเพียง 1 ตัวต่อไข่ 1 ใบ แม้มีน้อยก็ทำได้
กลุ่มที่เหมาะสม
ฝ่ายหญิงท่อนำไข่อุดตัน แต่ฝ่ายชายมีอสุจิปกติดี
ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิ, อายุมาก, เคยทำ IVF แล้วไม่ปฏิสนธิ
อัตราการปฏิสนธิ
มีความเสี่ยงที่อสุจิจะไม่สามารถเจาะไข่ได้เอง
ควบคุมและเพิ่มอัตราการปฏิสนธิได้สูงกว่า
การตรวจโครโมโซม (PGT-A)
อาจมี DNA สเปิร์มตัวอื่นเกาะรอบเปลือกไข่รบกวน
แม่นยำที่สุด ปราศจากการปนเปื้อน DNA สเปิร์มตัวอื่น
4. ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ ICSI?
ในปัจจุบัน ศูนย์ผู้มีบุตรยากเจ้าพระยา-จินตบุตร แนะนำการทำ ICSI เป็นทางเลือกหลักสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีเงื่อนไขดังนี้:
ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิ: ปริมาณน้อย (Low Sperm Count), รูปร่างผิดปกติ (Abnormal Morphology) หรือเคลื่อนที่ช้า
ต้องเจาะเก็บอสุจิจากอัณฑะ (TESE/PESA): ฝ่ายชายที่เป็นหมันหรือไม่มีอสุจิออกมาในน้ำอสุจิ
ฝ่ายหญิงมีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป: หรือมีจำนวนไข่ที่เก็บได้น้อย
เคยล้มเหลวจากการทำ IVF หรือ IUI: ไข่ไม่เกิดการปฏิสนธิในรอบการรักษาเดิม
วางแผนตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A): เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จ ลดโอกาสการแท้ง และคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรม
5. ทำไมสถิติปี 2025 ชี้ว่า ICSI + PGT-A จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด?
สถิติการรักษาปี 2025 ของศูนย์ฯ พบว่า การทำ ICSI ร่วมกับการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์สำเร็จได้อย่างก้าวกระโดด:
กลุ่มอายุ 30 - 34 ปี: ตรวจ PGT-A มีอัตราตั้งครรภ์ 77% (ไม่ตรวจ 70%)
กลุ่มอายุ 35 - 39 ปี: ตรวจ PGT-A มีอัตราตั้งครรภ์ 77% (ไม่ตรวจ 61%)
กลุ่มอายุ > 39 ปีขึ้นไป: ตรวจ PGT-A ช่วยดันอัตราตั้งครรภ์พุ่งสูงถึง 61% (ไม่ตรวจเพียง 28% ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว!)
มุมมองทางการแพทย์ (E-E-A-T Insight):
"การทำ ICSI ในปัจจุบันไม่ได้ทำเฉพาะเคสที่ฝ่ายชายมีอสุจิผิดปกติเท่านั้น แต่กลายเป็นมาตรฐานหลัก เพราะช่วยให้เราสามารถทำ PGT-A ตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนได้อย่างแม่นยำที่สุด ปราศจากสัญญาณปนเปื้อน DNA สเปิร์มตัวอื่น ช่วยลดอัตราการแท้ง และเพิ่มโอกาสอุ้มบุตรกลับบ้านได้เร็วขึ้น"
สำหรับคู่สามีภรรยาที่กำลังเผชิญกับ ภาวะมีบุตรยาก และเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ คงคุ้นเคยกับคำว่า IVF (In Vitro Fertilization) และ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) ซึ่งทั้งสองวิธีเป็นเทคนิคการทำเด็กหลอดแก้วที่ได้รับความนิยม แต่หลายท่านอาจยังมีข้อสงสัยว่าทั้ง 2 วิธีนี้ต่างกันอย่างไร และควรเลือกวิธีไหนจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด
1. IVF (In Vitro Fertilization) คืออะไร?
IVF หรือการทำเด็กหลอดแก้วแบบดั้งเดิม คือ กระบวนการนำไข่ที่คัดสมบูรณ์จากฝ่ายหญิง และอสุจิที่คัดเลือกแล้วจากฝ่ายชาย มาผสมกันในจานเพาะเลี้ยงนอกร่างกาย โดยปล่อยให้สเปิร์ม "ว่ายเข้าไปปฏิสนธิตามธรรมชาติเอง" กับไข่ในห้องปฏิบัติการ เมื่อปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว จึงนำกลับไปย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง
ข้อจำกัด: จำเป็นต้องใช้อสุจิที่มีความแข็งแรง รูปร่างปกติ และมีปริมาณมากพอที่จะสามารถเจาะเปลือกไข่ด้วยตัวเองได้
2. ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) คืออะไร?
ICSI (อิ๊กซี่) คือ เทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดมาจาก IVF โดยเป็นเทคนิค "การเจาะปฏิสนธิโดยตรง" นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) จะคัดเลือกอสุจิเพียง 1 ตัวที่มีความสมบูรณ์ คล่องตัว และรูปร่างดีที่สุด แล้วใช้เข็มแก้วขนาดเล็กมากๆ ฉีดอสุจิตัวนั้นเข้าไปในเนื้อไข่โดยตรง เพื่อช่วยให้เกิดการปฏิสนธิอย่างแน่ชัด
จุดเด่น: ก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องปริมาณและความแข็งแรงของอสุจิ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายชายที่มีอสุจิน้อย รูปร่างผิดปกติ หรือเคลื่อนที่ช้า
3. ตารางเปรียบเทียบความแตกต่าง ICSI vs IVF
หัวข้อเปรียบเทียบ
IVF (เด็กหลอดแก้วแบบเดิม)
ICSI (อิ๊กซี่)
วิธีการปฏิสนธิ
ปล่อยให้อสุจิว่ายเข้าไปเจาะไข่เองในจานเพาะเลี้ยง
คัดอสุจิสมบูรณ์ที่สุด 1 ตัว ฉีดเข้าเนื้อไข่โดยตรง
ความต้องการอสุจิ
ใช้อสุจิจำนวนมาก (หลักแสนตัว) และแข็งแรงมาก
ใช้อสุจิเพียง 1 ตัวต่อไข่ 1 ใบ แม้มีน้อยก็ทำได้
กลุ่มที่เหมาะสม
ฝ่ายหญิงท่อนำไข่อุดตัน แต่ฝ่ายชายมีอสุจิปกติดี
ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิ, อายุมาก, เคยทำ IVF แล้วไม่ปฏิสนธิ
อัตราการปฏิสนธิ
มีความเสี่ยงที่อสุจิจะไม่สามารถเจาะไข่ได้เอง
ควบคุมและเพิ่มอัตราการปฏิสนธิได้สูงกว่า
การตรวจโครโมโซม (PGT-A)
อาจมี DNA สเปิร์มตัวอื่นเกาะรอบเปลือกไข่รบกวน
แม่นยำที่สุด ปราศจากการปนเปื้อน DNA สเปิร์มตัวอื่น
4. ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ ICSI?
ในปัจจุบัน ศูนย์ผู้มีบุตรยากเจ้าพระยา-จินตบุตร แนะนำการทำ ICSI เป็นทางเลือกหลักสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีเงื่อนไขดังนี้:
ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิ: ปริมาณน้อย (Low Sperm Count), รูปร่างผิดปกติ (Abnormal Morphology) หรือเคลื่อนที่ช้า
ต้องเจาะเก็บอสุจิจากอัณฑะ (TESE/PESA): ฝ่ายชายที่เป็นหมันหรือไม่มีอสุจิออกมาในน้ำอสุจิ
ฝ่ายหญิงมีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป: หรือมีจำนวนไข่ที่เก็บได้น้อย
เคยล้มเหลวจากการทำ IVF หรือ IUI: ไข่ไม่เกิดการปฏิสนธิในรอบการรักษาเดิม
วางแผนตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A): เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จ ลดโอกาสการแท้ง และคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรม
5. ทำไมสถิติปี 2025 ชี้ว่า ICSI + PGT-A จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด?
สถิติการรักษาปี 2025 ของศูนย์ฯ พบว่า การทำ ICSI ร่วมกับการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์สำเร็จได้อย่างก้าวกระโดด:
กลุ่มอายุ 30 - 34 ปี: ตรวจ PGT-A มีอัตราตั้งครรภ์ 77% (ไม่ตรวจ 70%)
กลุ่มอายุ 35 - 39 ปี: ตรวจ PGT-A มีอัตราตั้งครรภ์ 77% (ไม่ตรวจ 61%)
กลุ่มอายุ > 39 ปีขึ้นไป: ตรวจ PGT-A ช่วยดันอัตราตั้งครรภ์พุ่งสูงถึง 61% (ไม่ตรวจเพียง 28% ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว!)
มุมมองทางการแพทย์ (E-E-A-T Insight):
"การทำ ICSI ในปัจจุบันไม่ได้ทำเฉพาะเคสที่ฝ่ายชายมีอสุจิผิดปกติเท่านั้น แต่กลายเป็นมาตรฐานหลัก เพราะช่วยให้เราสามารถทำ PGT-A ตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนได้อย่างแม่นยำที่สุด ปราศจากสัญญาณปนเปื้อน DNA สเปิร์มตัวอื่น ช่วยลดอัตราการแท้ง และเพิ่มโอกาสอุ้มบุตรกลับบ้านได้เร็วขึ้น"
Related Content
นวัตกรรมใหม่ของการ ทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่เราเรียกว่า Time lapse Embryoscope คืออะไร
15 Jul 2026
Assoc.Prof.Dr Suphakde Julavijitphong
