Share

ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A จำเป็นแค่ไหน? ข้อมูลและปัจจัยรอบด้านเพื่อการตัดสินใจทำ IVF/ICSI

Picture1.png Assoc.Prof.Dr Suphakde Julavijitphong
Last updated: 28 Aug 2026
5 Views


ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) คำถามที่คู่สามีภรรยาและผู้เข้ารับบริการมักจะต้องร่วมหาคำตอบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอคือ "ควรส่งตรวจโครโมโซมตัวอ่อนด้วยวิธี PGT-A ดีหรือไม่?"

การตรวจ PGT-A ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางเลือกที่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยาก อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้ไม่ได้เป็นข้อบังคับสำหรับผู้ทำ IVF ทุกเคส การทำความเข้าใจหลักการ ข้อดี ข้อจำกัด ตลอดจนปัจจัยของตัวอ่อนที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน จะช่วยให้คุณสามารถประเมินความคุ้มค่าและความเหมาะสมตามบริบทของตนเองได้อย่างมั่นใจ

1. ทำความเข้าใจ: PGT-A คืออะไร และตรวจหาอะไรบ้าง?

PGT-A (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidies) คือการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางด้าน "จำนวน" ของโครโมโซมในตัวอ่อนระยะ Blastocyst (Day 5 - Day 6) ทั้งหมด 23 คู่

  • สิ่งที่ PGT-A ตรวจสอบ: ตรวจดูว่าตัวอ่อนมีจำนวนโครโมโซมเกินหรือขาดจากคนปกติหรือไม่ (ปกติคนเรามี 46 แท่ง หรือ 23 คู่) เช่น ภาวะโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง ซึ่งก่อให้เกิดกลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) หรือความผิดปกติของโครโมโซมคู่แท้และโครโมโซมเพศอื่นๆ
  • สิ่งที่ PGT-A ไม่ได้ตรวจ: PGT-A ไม่ได้ใช้สำหรับตรวจโรคพันธุกรรมยีนเดี่ยวเฉพาะเจาะจง เช่น ธาลัสซีเมีย (ซึ่งส่วนนั้นจะเป็นการตรวจ PGT-M) และไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่การันตีว่าเด็กจะตั้งครรภ์สมบูรณ์ 100% แต่เป็นเพียงการคัดกรองโครโมโซมพื้นฐานของตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

2. สรุปเปรียบเทียบ: ข้อดีและข้อจำกัดของการตรวจ PGT-A

การพิจารณาตรวจ PGT-A มีทั้งมิติที่เป็นประโยชน์และมิติที่ต้องระมัดระวัง เพื่อให้เห็นภาพที่สมดุล สามารถดูข้อมูลเปรียบเทียบได้ดังนี้

ประโยชน์ทางคลินิกของการตรวจ PGT-A ข้อจำกัดและประเด็นที่ต้องพิจารณา
ลดความเสี่ยงการย้ายตัวอ่อนที่ผิดปกติ: ช่วยคัดกรองตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติทางจำนวนออกไปก่อนย้าย มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม: มีค่าบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางพันธุศาสตร์เพิ่มเติม ตามจำนวนตัวอ่อนที่ส่งตรวจ
เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์สำเร็จต่อการย้าย 1 ครั้ง: การย้ายตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ (Euploid) เพิ่มโอกาสฝังตัวสำเร็จในแต่ละรอบ อาจไม่มีตัวอ่อนให้ย้าย: หากตัวอ่อนทั้งหมดที่มีได้รับการตรวจแล้วพบว่าโครโมโซมผิดปกติ จะไม่มีตัวอ่อนที่สามารถย้ายได้ในรอบนั้น และจำเป็นต้องกระตุ้นทำเด็กหลอดแก้วใหม่
ลดระยะเวลาในการรักษา (Time to Pregnancy): ช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่ายาในการย้ายตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์หลายๆ รอบ ความเสี่ยงต่อตัวอ่อนที่อ่อนแอ: การดึงเซลล์ (Biopsy) และการแช่แข็ง-ละลายตัวอ่อน มีความเสี่ยงต่อตัวอ่อนที่เกรดไม่แข็งแรง
ลดอัตราการแท้งบุตรในระยะแรก: การแท้งในไตรมาสแรกส่วนใหญ่เกิดจากโครโมโซมตัวอ่อนผิดปกติ การคัดกรองจึงช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแท้งได้  

3. ปัจจัยหลักในการนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

ในการประเมินว่าควรเลือกตรวจ PGT-A หรือไม่ ผู้เข้ารับบริการสามารถนำปัจจัยทางร่างกายและสถานการณ์ของตนเองมาพิจารณาร่วมกับแพทย์ได้ดังนี้:

  • อายุของฝ่ายหญิง:
    • กรณีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป: คุณภาพของไข่ตามธรรมชาติจะลดลงตามวัย ทำให้อัตราความผิดปกติทางโครโมโซมของตัวอ่อนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การตรวจ PGT-A จึงมักถูกนำมาใช้เป็นตัวช่วยคัดกรองตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุด
    • กรณีอายน้อยกว่า 35 ปี: อัตราตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติมักจะมีสัดส่วนที่สูงอยู่แล้ว การย้ายตัวอ่อนโดยไม่ตรวจ PGT-A จึงเป็นทางเลือกที่หลายคู่ใช้ได้อย่างเหมาะสม
  • จำนวนตัวอ่อนระยะ Blastocyst ที่ได้:
    • กรณีมีตัวอ่อนจำนวนมาก (เช่น 8 ตัวขึ้นไป): การตรวจ PGT-A จะช่วยจัดลำดับความสำคัญ (Prioritize) ว่าควรย้ายตัวอ่อนตัวใดก่อน เพื่อประหยัดเวลาและเพิ่มโอกาสสำเร็จในรอบแรกๆ
    • กรณีมีตัวอ่อนน้อย (1-8 ตัว): หากส่งตรวจแล้วพบว่าผิดปกติทั้งหมด จะทำให้เสียโอกาสในการย้ายรอบนั้นทันที
  • ประวัติการรักษาในอดีต: หากเคยมีประวัติแท้งบุตรซ้ำซากโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเคยย้ายตัวอ่อนเกรดดีหลายครั้งแต่ไม่ฝังตัว ข้อมูลจากการตรวจ PGT-A จะช่วยลดโอกาสการแท้งลงได้
  • ความพร้อมด้านงบประมาณและเวลา: การตรวจ PGT-A เพิ่มค่าใช้จ่ายในกระบวนการทำ IVF และต้องรอผลตรวจจากแล็บประมาณ 1-2 สัปดาห์ ทำให้จำเป็นต้องแช่แข็งตัวอ่อนไว้ก่อนย้ายในรอบถัดไป ผู้เข้ารับบริการสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างค่าตรวจกับค่าใช้จ่ายในการย้ายตัวอ่อนหลายๆ รอบ

การตัดสินใจว่าจะตรวจ PGT-A หรือไม่นั้น ไม่มีคำตอบที่ผิดหรือถูกอย่างตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย สภาพร่างกาย จำนวนตัวอ่อน และความพร้อมของแต่ละครอบครัว การเข้ามารับคำปรึกษาพร้อมหารือรายละเอียดร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยาก จะช่วยให้คุณได้แนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเคสของคุณ


Related Content
การทำ ICSI กับ IVF ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนดี | ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ICSI (อิ๊กซี่) และ IVF ทำเด็กหลอดแก้วแบบไหนเหมาะกับใคร? สรุปเข้าใจง่าย พร้อมสถิติอัตราความสำเร็จปี 2025 โดยศูนย์ผู้มีบุตรยากเจ้าพระยา-จินตบุตร
Picture1.png Assoc.Prof.Dr Suphakde Julavijitphong
22 Jul 2026
นวัตกรรมใหม่การทำเด็กหลอดแก้ว Time lapse Embryoscope
นวัตกรรมใหม่ของการ ทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่เราเรียกว่า Time lapse Embryoscope คืออะไร
Picture1.png Assoc.Prof.Dr Suphakde Julavijitphong
15 Jul 2026
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy