IVF คืออะไร และแตกต่างจาก ICSI อย่างไร?

การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology: ART) ที่ช่วยแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 เทคนิคหลัก คือ IVF (In Vitro Fertilization) และ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) ทั้งสองวิธีนี้มีจุดประสงค์เดียวกัน คือการทำให้ไข่และสเปิร์มเกิดการปฏิสนธิกันภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ จนพัฒนาเป็นตัวอ่อน แล้วจึงย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง แต่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงใน "ขั้นตอนการทำให้เกิดการปฏิสนธิ" ดังนี้    

IVF (In Vitro Fertilization) - การปฏิสนธิแบบดั้งเดิม

  • กระบวนการปฏิสนธิ: นำไข่หลายใบที่ได้จากการเก็บไข่มาใส่ไว้ในจานแก้วเพาะเลี้ยง จากนั้นใส่อสุจิ (สเปิร์ม) ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วจำนวนหลายหมื่นตัวลงไปในจานเดียวกัน เพื่อปล่อยให้สเปิร์มเหล่านั้นแข่งกันว่ายไปเจาะเปลือกไข่และเกิดการปฏิสนธิขึ้นเองตามธรรมชาติ


  • จุดเด่น: เป็นการปล่อยให้เกิดกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) สเปิร์มตัวที่แข็งแรงที่สุดและมีความพร้อมที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถเจาะผ่านเปลือกไข่เข้าไปได้เอง



  • เงื่อนไขสำคัญ: ฝ่ายชายต้องมีปริมาณสเปิร์มที่มากพอ มีความเข้มข้น รูปร่าง และการเคลื่อนที่อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม รวมถึงเปลือกไข่ของฝ่ายหญิงต้องไม่หนาจนเกินไป


***ปัจจุบันจึงไม่เป็นที่นิยมนัก***



ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) - การปฏิสนธิแบบเจาะจง

  • กระบวนการปฏิสนธิ: นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะปอกคราบเซลล์รอบๆ ไข่ออกเพื่อเช็กความสมบูรณ์ จากนั้นจะใช้นวัตกรรมการคัดเลือกสเปิร์มตัวที่แข็งแรงและมีรูปร่างสมบูรณ์ที่สุดเพียง 1 ตัว ดึงเข้าสู่เข็มแก้วขนาดเล็กมากๆ (Micro-needle) ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง แล้ว เจาะผ่านเปลือกไข่เพื่อฉีดสเปิร์มเข้าสู่เนื้อไข่โดยตรง


  • จุดเด่น: ก้าวข้ามอุปสรรคของการปฏิสนธิไปได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าสเปิร์มจะมีปัญหาเรื่องความเร็ว รูปร่าง หรือมีจำนวนน้อยเพียงใดก็ตาม รวมถึงแก้ปัญหาเปลือกไข่หนาเกินไปได้ด้วย ทำให้เพิ่มอัตราการปฏิสนธิ (Fertilization Rate) สูงกว่าการทำ IVF แบบปกติอย่างชัดเจน


  • เงื่อนไขสำคัญ: ต้องอาศัยความชำนาญและความปราณีตระดับสูงของนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) และเทคโนโลยีกล้องจุลทรรศน์ขั้นสูง


*** ICSI จึงเป็น Gold standard สำหรับปัจจุบัน***

ทำไมปัจจุบันส่วนใหญ่จึงนิยมทำ ICSI เป็นหลัก?

แม้ว่าในอดีตการทำ IVF แบบดั้งเดิมจะได้รับความนิยม แต่ในปัจจุบัน ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากชั้นนำ (รวมถึงศูนย์เจ้าพระยา-จินตบุตร) เลือกใช้เทคนิค ICSI เป็นมาตรฐานหลักในการรักษา เนื่องจาก

  1. ลดความเสี่ยงไข่เสียเปล่า (Total Fertilization Failure): การทำ IVF แบบเดิมมีโอกาสที่สเปิร์มจะไม่สามารถเจาะไข่ได้เลย ทำให้เสียไข่รอบนั้นไปฟรีๆ ขณะที่ ICSI ช่วยการันตีว่าสเปิร์มถูกนำเข้าสู่ไข่ทุกใบที่สมบูรณ์
  2. แก้ปัญหาคุณภาพไข่ตามอายุ: ผู้หญิงที่เริ่มกระบวนการรักษาตอนอายุ 35 ปีขึ้นไป เปลือกไข่มักจะเหนียวและหนาขึ้น ทำให้สเปิร์มเจาะเองได้ยาก การทำ ICSI จึงช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จให้คุณแม่อย่างมาก
  3. รองรับการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT): ในการตรวจ PGT จำเป็นต้องปอกคราบเซลล์รอบไข่ออกให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้มี DNA จากสเปิร์มตัวอื่นมาปนเปื้อน การทำ ICSI จึงเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่จำเป็นสำหรับการตรวจยีนและโครโมโซมตัวอ่อน
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy