ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์: ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ IVF/ICSI?

ภาวะมีบุตรยาก (Infertility) ตามนิยามทางการแพทย์ หมายถึง ภาวะที่คู่สมรสมีเพศสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ได้ป้องกันเป็นเวลา 1 ปีขึ้นไป หรือ 6 เดือน แล้วยังไม่ตั้งครรภ์ การรักษาด้วยเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ถือเป็นวิธีทางแพทย์ที่มีอัตราความสำเร็จสูงในปัจจุบัน ซึ่งทางการแพทย์ได้กำหนดข้อบ่งชี้สำคัญสำหรับผู้ที่เหมาะสมในการเข้ารับการรักษา ดังนี้

ข้อบ่งชี้ทางฝ่ายหญิง (Female Factors)

  1. ท่อนำไข่อุดตัน ตีบตัน หรือถูกตัดออกทั้งสองข้าง (Tubal Factor): ท่อนำไข่คือสถานที่ที่ไข่และสเปิร์มต้องมาพบกันเพื่อปฏิสนธิ หากท่อนำไข่อุดตัน เสียหาย หรือเคยผ่าตัดตัดท่อนำไข่ออก สเปิร์มจะไม่สามารถเดินทางไปเจอไข่ได้ การทำ IVF/ICSI จึงเป็นการข้ามขั้นตอนท่อนำไข่ โดยนำไข่มาปฏิสนธิข้างนอกแล้วย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกโดยตรง
  2. ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) & ช็อกโกแลตซีสต์: เยื่อบุโพรงมดลูกที่ไปเจริญผิดที่บริเวณรังไข่หรืออุ้งเชิงโครง มักทำให้เกิดพังผืด อักเสบเรื้อรัง รบกวนการตกไข่ คุณภาพของไข่ และขัดขวางการเดินทางของสเปิร์ม การปฏิสนธิภายนอกและ ย้ายตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูกโดยตรง ช่วยเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิและการฝังตัวได้ดีกว่าปล่อยธรรมชาติ
  3. ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS - Polycystic Ovary Syndrome): ผู้หญิงที่เป็น PCOS มักมีปัญหาไข่ไม่ตกเรื้อรัง ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ แม้จะมีฟองไข่จำนวนมากแต่ไม่สามารถเติบโตจนสามารถตกไข่ได้ จึงจำเป็นต้องกระตุ้นด้วยยาให้ได้ไข่โตหลายใบพร้อมกัน จนสามารถปฎิสนธิเป็นตัวอ่อนและ เกิดการตั้งครรภ์ได้
  4. ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนด หรือปริมาณไข่ตั้งต้นต่ำ (DOR / Low AMH): ผู้ที่มีระดับฮอร์โมน AMH ต่ำ ซึ่งบ่งบอกว่าจำนวนไข่สำรองในรังไข่เหลือน้อยลง การทำ IVF/ICSI จะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นกว่าการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติได้ก่อนที่รังไข่จะหยุดทำงาน
  5. ฝ่ายหญิงมีอายุมาก (Advanced Maternal Age): เมื่ออายุมกขึ้นปริมาณและคุณภาพของไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว เปลือกไข่จะหนาขึ้น และอัตราความผิดปกติทางโครโมโซมของไข่จะสูงขึ้นอย่างมาก การทำ ICSI และตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์

ข้อบ่งชี้ทางฝ่ายชาย (Male Factors)

1..ความผิดปกติของอสุจิรุนแรง (Severe Male Factor Infertility):

  • Oligospermia: จำนวนอสุจิน้อยกว่ามาตรฐาน (น้อยกว่า 15 ล้านตัว/มล.)
  • Asthenozoospermia: อสุจิเคลื่อนที่ช้า หรือไม่วิ่ง

2.ภาวะเป็นหมัน หรือมีภาวะไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจิ (Azoospermia):

ผู้ชายที่เคยทำหมัน หรือท่อนำอสุจิอุดตัน แต่ร่างกายยังคงสร้างอสุจิได้ แพทย์สามารถใช้เข็มเจาะดึงอสุจิออกมาจากอัณฑะโดยตรง (เช่น ทำ TESE) แล้วนำอสุจินั้นมาทำ ICSI ได้สำเร็จโดยไม่ต้องผ่าตัดแก้หมัน



ข้อบ่งชี้ทางคู่สมรสและเหตุผลอื่นๆ (Couple Factors)

  1. ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained Infertility): ตรวจร่างกายทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายแล้วผลออกมาปกติทุกอย่าง แต่ปล่อยธรรมชาติเกิน 1–2 ปีแล้วยังไม่ตั้งครรภ์
  2. เคยผ่านการรักษาด้วยวิธี IUI (ฉีดเชื้อ) แล้วไม่สำเร็จ: หากฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก (IUI) มาแล้ว แต่ยังไม่ตั้งครรภ์ ทางการแพทย์แนะนำให้ปรับเปลี่ยนมาทำ IVF/ICSI เนื่องจากมีอัตราความสำเร็จสูงกว่า IUI อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก IUI มีความสำเร็จค่อนข้างต่ำ
  3. มีความเสี่ยงหรือมีประวัติโรคร้ายแรงทางพันธุกรรมในครอบครัว: คู่สมรสที่เป็นพาหะโรคทางพันธุกรรมยีนเดี่ยว เช่น ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) การทำ ICSI ร่วมกับการตรวจ PGT-M จะช่วยคัดกรองเฉพาะตัวอ่อนที่ปลอดโรคก่อนย้ายเข้ามดลูก จึงลดความเสี่ยงของทารกที่จะเป็นโรค
  4. มีประวัติการแท้งซ้ำซาก (Recurrent Abortion Loss) หรือย้ายตัวอ่อนไม่ติดหลายครั้ง: การทำ ICSI ร่วมกับการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) ช่วยลดอัตราการแท้งจากความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อน ในขณะเดียวกันจึงช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ต่อการย้ายตัวอ่อนแต่ละครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy