ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์: ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ IVF/ICSI?

ภาวะมีบุตรยาก (Infertility) ตามนิยามทางการแพทย์ หมายถึง ภาวะที่คู่สมรสมีเพศสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ได้ป้องกันเป็นเวลา 1 ปีขึ้นไป หรือ 6 เดือน สำหรับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป แล้วยังไม่ตั้งครรภ์ การรักษาด้วยเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ถือเป็นวิธีทางแพทย์ที่มีอัตราความสำเร็จสูงที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งทางการแพทย์ได้กำหนดข้อบ่งชี้สำคัญสำหรับผู้ที่เหมาะสมในการเข้ารับการรักษา ดังนี้

ข้อบ่งชี้ทางฝ่ายหญิง (Female Factors)

  1. ท่อนำไข่อุดตัน ตีบตัน หรือถูกตัดออกทั้งสองข้าง (Tubal Factor): ท่อนำไข่คือสถานที่ที่ไข่และสเปิร์มต้องมาพบกันเพื่อปฏิสนธิ หากท่อนำไข่อุดตัน เสียหาย หรือเคยผ่าตัดตัดท่อนำไข่ออก สเปิร์มจะไม่สามารถเดินทางไปเจอไข่ได้ การทำ IVF/ICSI จึงเป็นการข้ามขั้นตอนท่อนำไข่ โดยนำไข่มาปฏิสนธิข้างนอกแล้วย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกโดยตรง
  2. ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) & ช็อกโกแลตซีสต์: เยื่อบุโพรงมดลูกที่ไปเจริญผิดที่บริเวณรังไข่หรืออุ้งเชิงโครง มักทำให้เกิดพังผืด อักเสบเรื้อรัง รบกวนการตกไข่ คุณภาพของไข่ และขัดขวางการเดินทางของสเปิร์ม การทำ ICSI ช่วยเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิและการฝังตัวได้ดีกว่าปล่อยธรรมชาติ
  3. ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS - Polycystic Ovary Syndrome): ผู้หญิงที่เป็น PCOS มักมีปัญหาไข่ไม่ตกเรื้อรัง ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ แม้จะมีฟองไข่จำนวนมากแต่ไข่มักไม่ค่อยโตสมบูรณ์ การกระตุ้นไข่ด้วยยาในการทำ IVF/ICSI จะช่วยให้ได้ไข่โตสมบูรณ์หลายใบพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนด หรือปริมาณไข่ตั้งต้นต่ำ (DOR / Low AMH): ผู้ที่มีระดับฮอร์โมน AMH ต่ำ ซึ่งบ่งบอกว่าจำนวนไข่สำรองในรังไข่เหลือน้อยลง การทำ IVF/ICSI จะช่วยคัดเก็บและสะสมไข่/ตัวอ่อนไว้ก่อนที่รังไข่จะหยุดทำงาน
  5. ฝ่ายหญิงมีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป (Advanced Maternal Age): เมื่ออายุเกิน 35 ปี ปริมาณและคุณภาพของไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว เปลือกไข่จะหนาขึ้น และอัตราความผิดปกติทางโครโมโซมของไข่จะสูงขึ้นอย่างมาก การทำ ICSI และตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์

ข้อบ่งชี้ทางฝ่ายชาย (Male Factors)

1..ความผิดปกติของอสุจิรุนแรง (Severe Male Factor Infertility):

  • Oligospermia: จำนวนอสุจิน้อยกว่ามาตรฐาน (น้อยกว่า 15 ล้านตัว/มล.)
  • Asthenozoospermia: อสุจิเคลื่อนที่ช้า หรือไม่วิ่ง
  • Teratozoospermia: อสุจิมีรูปร่างผิดปกติสูง (รูปร่างสมบูรณ์ต่ำกว่า 4%) การทำ ICSI จะช่วยคัดเลือกอสุจิที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงตัวเดียว เจาะเข้าเนื้อไข่โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพาจำนวนหรือการวิ่งของอสุจิอีกต่อไป

2.เคยทำหมันชาย หรือมีภาวะไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจิ (Azoospermia):

ผู้ชายที่เคยทำหมัน หรือท่อนำอสุจิอุดตัน แต่ร่างกายยังคงสร้างอสุจิได้ แพทย์สามารถใช้เข็มเจาะดึงอสุจิออกมาจากอัณฑะโดยตรง (เช่น ทำ PESA/TESE) แล้วนำอสุจินั้นมาทำ ICSI ได้สำเร็จโดยไม่ต้องผ่าตัดแก้หมัน

3. อสุจิมีความเสียหายของ DNA สูง (High DNA Fragmentation):

ผู้ชายที่แม้จะมีจำนวนอสุจิดี แต่มียีน/DNA ในอสุจิแตกหักสูง มักทำให้ปฏิสนธิไม่ติด ตัวอ่อนหยุดเจริญเติบโต หรือเกิดการแท้ง การทำ ICSI ร่วมกับเทคโนโลยีคัดกรองอสุจิชั้นสูงจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้




ข้อบ่งชี้ทางคู่สมรสและเหตุผลอื่นๆ (Couple Factors)

  1. ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained Infertility): ตรวจร่างกายทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายแล้วผลออกมาปกติทุกอย่าง แต่ปล่อยธรรมชาติเกิน 1–2 ปีแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ มักมีอุปสรรคแฝงอยู่ เช่น สเปิร์มเจาะเปลือกไข่ไม่ได้ หรือตัวอ่อนไม่ฝังตัว การทำ IVF/ICSI จะช่วยข้ามอุปสรรคเหล่านี้ได้
  2. เคยผ่านการรักษาด้วยวิธี IUI (ฉีดเชื้อ) แล้วไม่สำเร็จเกิน 3 ครั้ง: หากฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก (IUI) มาแล้ว 3–6 ครั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ ทางการแพทย์แนะนำให้ปรับเปลี่ยนมาทำ IVF/ICSI เนื่องจากมีอัตราความสำเร็จสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
  3. มีความเสี่ยงหรือมีประวัติโรคร้ายแรงทางพันธุกรรมในครอบครัว: คู่สมรสที่เป็นพาหะโรคทางพันธุกรรมยีนเดี่ยว เช่น ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) การทำ ICSI ร่วมกับการตรวจ PGT-M จะช่วยคัดกรองเฉพาะตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคก่อนย้ายเข้ามดลูก ส่งต่อสุขภาพที่ดีให้ลูกน้อย
  4. มีประวัติการแท้งซ้ำซาก (Recurrent Pregnancy Loss) หรือย้ายตัวอ่อนไม่ติดหลายครั้ง: การทำ ICSI ร่วมกับการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) ช่วยลดอัตราการแท้งจากความผิดปกติของโครโมโซม และเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ต่อการย้ายตัวอ่อนแต่ละครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy