5.1 การตรวจ PGT คืออะไร? สรุปความแตกต่างระหว่าง PGT-A, PGT-M และ PGT-SR (ทำพร้อมกันได้ไหม?)
ในการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) ปัญหาที่พบบ่อยคือ "การย้ายตัวอ่อนเกรดสวยงาม แต่ตัวอ่อนกลับไม่ฝังตัว หรือแท้งในระยะแรก" ซึ่งกว่า 60–70% มีสาเหตุมาจาก ความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมในตัวอ่อน
แพทย์จึงนำเทคโนโลยี PGT (Preimplantation Genetic Testing) หรือการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัวเข้ามาช่วย แต่เนื่องจาก PGT มีหลายประเภท อาจทำให้เกิดความสับสนได้ หัวข้อนี้จะสรุปให้เข้าใจง่ายและชัดเจนที่สุด
1. การตรวจ PGT คืออะไร?
PGT คือ กระบวนการตรวจวิเคราะห์ความผิดปกติทางโครโมโซมและยีนของตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst - Day 5-6) ก่อนนำย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
โดยนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) จะดึงเซลล์บริเวณ Trophoblast (ส่วนที่จะเจริญไปเป็นรก) เพียง 5–10 เซลล์ ออกมาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี NGS (Next-Generation Sequencing) โดยไม่รบกวนส่วน Inner Cell Mass (ส่วนที่จะเติบโตเป็นทารก) แล้วจึงนำตัวอ่อนไปแช่แข็งเพื่อรอผลตรวจ
2. ทำความเข้าใจความแตกต่าง: PGT-A, PGT-M และ PGT-SR
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่ทุกประเภทของ PGT ที่ทำหน้าที่เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้:
🟢 1) PGT-A (Aneuploidy) — ประเภทหลักที่ช่วย "เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์"
- หน้าที่หลัก: ตรวจนับ จำนวนโครโมโซม ทั้ง 23 คู่ (46 แท่ง) ว่าครบถ้วน ไม่เกิน ไม่ขาด
- ทำไมถึงเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์: ช่วยคัดเลือกเฉพาะตัวอ่อนที่มีจำนวนโครโมโซมปกติ (Euploid) ย้ายกลับสู่โพรงมดลูก จึงช่วย เพิ่มอัตราการฝังตัวสำเร็จ, ลดอัตราการแท้ง, และ ป้องกันภาวะดาวน์ซินโดรม (คู่ที่ 21 เกิน)
- เหมาะสำหรับ: คนไข้ทำ ICSI ทั่วไป โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป, ผู้ที่มีประวัติแท้งซ้ำซาก, หรือเคยย้ายตัวอ่อนแล้วไม่ตั้งครรภ์หลายครั้ง
🟡 2) PGT-M (Monogenic/Single Gene) — การตรวจเฉพาะโรคยีนเดี่ยว
- หน้าที่หลัก: ตรวจวินิจฉัย การกลายพันธุ์ของยีนเดี่ยวเฉพาะเจาะจง เพื่อป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก
- ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสติด: ตัวอ่อนที่ผ่าน PGT-M อาจจะมีโครโมโซมเกิน/ขาดได้ PGT-M ทำหน้าที่แค่ "คัดตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคพันธุกรรมออก" เท่านั้น
- เหมาะสำหรับ: คู่สามีภรรยาที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะหรือป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมยีนเดี่ยว เช่น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia), โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA), หรือ โรคถุงน้ำในไต (PKD)
🔵 3) PGT-SR (Structural Rearrangements) — การตรวจโครงสร้างโครโมโซมผิดปกติ
- หน้าที่หลัก: ตรวจหา ความผิดปกติเชิงโครงสร้างของโครโมโซม เช่น โครโมโซมสลับตำแหน่ง (Translocation), การขาดหาย (Deletion) หรือการกลับหัว (Inversion)
- เหมาะสำหรับ: คู่สามีภรรยาที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตรวจเลือดพบความผิดปกติเชิงโครงสร้างโครโมโซม (Karyotype)
📊 ตารางสรุปเปรียบเทียบ PGT-A vs PGT-M vs PGT-SR
| หัวข้อ |
PGT-A (Aneuploidy) |
PGT-M (Monogenic) |
PGT-SR (Structural) |
| เป้าหมายหลัก |
เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ / ลดการแท้ง |
ป้องกันโรคทางพันธุกรรมยีนเดี่ยว |
ป้องกันความผิดปกติเชิงโครงสร้าง |
| สิ่งที่ตรวจ |
จำนวนโครโมโซมครบ 23 คู่หรือไม่ |
รหัสยีนกลายพันธุ์เฉพาะโรค (เช่น ธาลัสซีเมีย) |
โครโมโซมสลับตำแหน่ง (Translocation) |
| ใครต้องตรวจ |
• หญิงอายุ 35+ ปี • เคยแท้งซ้ำ/ย้ายไม่ติด |
• คู่ที่เป็นพาหะ/ป่วยเป็นโรคพันธุกรรม |
• ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีโครโมโซมสลับตำแหน่ง |
| จำเป็นทุกคนไหม? |
แนะนำมากที่สุด สำหรับการทำ ICSI |
เฉพาะกลุ่ม ที่มีข้อบ่งชี้ทางพันธุกรรม |
เฉพาะกลุ่ม ที่มีข้อบ่งชี้ทางพันธุกรรม |
3. ไขข้อสงสัย: สามารถตรวจ PGT-A, PGT-M และ PGT-SR พร้อมกันได้ไหม?
คำตอบคือ: "ทำพร้อมกันได้ครับ!" (Combined PGT Testing)
ในกรณีที่คู่สามีภรรยามีความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ฝ่ายหญิงอายุมากกว่า 35 ปี และคู่สามีภรรยาเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมียทั้งคู่ แพทย์สามารถวางแผนทำตรวจร่วมกันได้ ดังนี้:
-
การดึงเซลล์ทำเพียงครั้งเดียว (Single Biopsy): นักวิทยาศาสตร์จะดึงเซลล์ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์เพียงครั้งเดียว (5–10 เซลล์) จึง ไม่ทำให้ตัวอ่อนบอบช้ำเพิ่มขึ้น
-
ส่งวิเคราะห์พร้อมกันในห้องแล็บ (Combined DNA Analysis):
- ตรวจ PGT-M เพื่อเลือกตัวอ่อนที่ ไม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย
- ตรวจ PGT-A ควบคู่กัน เพื่อเช็กว่าตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคนั้น มีจำนวนโครโมโซมสมบูรณ์ครบ 23 คู่ด้วยหรือไม่
-
ผลลัพธ์ที่ได้: ทำให้ได้ตัวอ่อนที่ทั้ง "ปลอดโรคพันธุกรรม" และ "มีโอกาสฝังตัวติดสูงสุด" ในการย้ายตัวอ่อนเพียงครั้งเดียว
💡 สรุปข้อแนะนำจากทีมแพทย์ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา-จินตบุตร
• สำหรับคนไข้ทั่วไป: หากต้องการเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์และลดความเสี่ยงการแท้ง การตรวจ PGT-A เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอและตอบโจทย์ได้ดีที่สุดครับ
• สำหรับคู่ที่มีประวัติโรคพันธุกรรม: ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินหาพาหะทางพันธุกรรมก่อนเริ่มกระบวนการ ICSI เพื่อวางแผนทำ PGT-M หรือ PGT-SR ควบคู่กับ PGT-A ได้อย่างแม่นยำ