แชร์

ทำ IUI ประหยัดกว่าแต่ทำไมแพทย์แนะนำ ICSI? เทียบชัดๆ แบบไหนคุ้มค่ากว่า ก่อนจะ 'เสียเงินและเวลา

Picture1.png รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์
อัพเดทล่าสุด: 15 ก.ย. 2026
53 ผู้เข้าชม
IUI vs ICSI time vs value

เวลาที่เราเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ศูนย์ผู้มีบุตรยาก ความตั้งใจแรกของหลายๆ คู่คือ "อยากลองวิธีที่ง่ายที่สุดและประหยัดงบที่สุดดูก่อน" ซึ่งคำตอบนั้นคือ IUI (การฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก) ที่มีราคาต่อรอบหลักหมื่น เทียบกับการทำ ICSI (การทำเด็กหลอดแก้ว) ที่มีค่าใช้จ่ายหลักแสน

แต่เมื่อเข้าพบแพทย์ แล้วได้รับคำแนะนำว่า "เคสนี้แพทย์ไม่แนะนำให้ทำ IUI นะครับ แนะนำให้ข้ามไปทำ ICSI เลยจะคุ้มค่ากว่า"

ความกังวลใจแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ... ทำไมแพทย์ถึงไม่ยอมให้เราลองวิธีที่ประหยัดดูก่อน? หรือแพทย์กำลังเชียร์วิธีที่แพงกว่าโดยไม่จำเป็น?

วันนี้เราจะมากางผลตรวจและความจริงทางการแพทย์ให้เห็นกันชัดๆ ครับว่า เหตุใดในหลายๆ เคส การที่แพทย์ "เบรก" ไม่ให้คุณทำ IUI จึงไม่ใช่การเชียร์ทำของแพง แต่เป็นการ "เซฟเงินก้อนใหญ่และเซฟเวลาอันมีค่า" ให้คุณได้อย่างมหาศาล


1. เปิดความจริงฝั่งแพทย์: ถ้าแพทย์อยากสบาย... เชียร์ทำ IUI ง่ายกว่าเยอะ!

ก่อนอื่นอยากให้มองในมุมกระบวนการทำงานของแพทย์และคลินิกครับ หากมองในแง่ "ความสะดวก":

  • การทำ IUI: เป็นหัตถการที่ง่ายมาก ใช้เวลาทำไม่กี่นาที รบกวนร่างกายน้อย ไม่ต้องใช้ห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนระดับสูง คลินิกไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องตัวอ่อน ไม่ต้องลุ้นการโตของเซลล์ คนไข้จ่ายเงินหมื่นต้นๆ ทำเสร็จก็กลับบ้านได้เลย
  • การทำ ICSI: คลินิกต้องลงทุนห้องปฏิบัติการความสะอาดสูง (Cleanroom) มีทีมนักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) คอยดูแล 24 ชั่วโมง มีขั้นตอนการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ และย้ายตัวอ่อน ซึ่งแพทย์และทีมนักวิทยาศาสตร์ต้องแบกรับ "ความกดดันเรื่องอัตราการฝังตัวสำเร็จ" สูงมาก

ดังนั้น หากแพทย์มองแค่ความสะดวก การปล่อยให้คนไข้ลองทำ IUI ไปเรื่อยๆ 23 รอบ เป็นเรื่องที่ง่ายกว่ามากครับ แต่สาเหตุที่แพทย์ต้องเบรก IUI ในบางเคส เป็นเพราะแพทย์รู้อยู่แล้วว่าทำไปก็มีโอกาสติดน้อยกว่า 5% หรือเกือบศูนย์ การปล่อยให้คนไข้ทำ จึงเท่ากับปล่อยให้คนไข้เอาเงินไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์

2. รู้หรือไม่? IUI มี 'ต้นทุนแฝงด่านแรก' ที่หลายคนลืมคิด!

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการทำ IUI จ่ายแค่ค่าฉีดเชื้อหลักหมื่นต้นๆ แต่ในความเป็นจริง ก่อนจะเริ่มทำ IUI รอบแรกได้ คุณต้องผ่านการ "ตรวจฉีดสีดูท่อนำไข่ (HSG)" เสียก่อน

  • ทำไม IUI ต้องตรวจ HSG?: เพราะ IUI คือการส่งอสุจิไปรอที่โพรงมดลูก เพื่อให้อสุจิว่ายไปเจอไข่ที่ท่อนำไข่เองตามธรรมชาติ หากท่อนำไข่อุดตัน IUI จะไม่มีทางสำเร็จเลย 100% จึงจำเป็นต้องตรวจ HSG ก่อนเสมอ
  • ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่ม: ค่าตรวจ HSG มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 - 8,000+ บาท (ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล) แถมยังเป็นขั้นตอนที่ทำให้ฝ่ายหญิงต้องเจ็บและหน่วงท้องไม่น้อย

ข้อได้เปรียบของการทำ ICSI:

หากคุณตัดสินใจทำ ICSI ตั้งแต่แรก การปฏิสนธิทั้งหมดจะเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ และแพทย์จะย้ายตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง กระบวนการนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาท่อนำไข่เลย หมายความว่า คุณสามารถประหยัดค่าตรวจ HSG และไม่ต้องเจ็บตัวตรวจฉีดสีท่อนำไข่ไปได้เลย!

3. กางตัวเลขเปรียบเทียบ: 'เงินลอง IUI' vs 'ทุนตั้งต้น ICSI'

คำว่า "ประหยัด" ในการทำ IUI อาจเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว หากเรามองเรื่อง "โอกาสสำเร็จสะสม" ร่วมกับค่าตรวจเตรียมความพร้อมครับ

หัวข้อเปรียบเทียบ IUI (ฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก) ICSI (ทำเด็กหลอดแก้ว)
ค่าตรวจเตรียมความพร้อม ต้องตรวจฉีดสีท่อนำไข่ (HSG)
(+3,000 - 8,000 บ.)
ไม่ต้องตรวจ HSG (ข้ามขั้นตอนได้เลย)
ค่าใช้จ่ายทำหัตถการ/รอบ ~10,000 - 25,000 บาท ~150,000 - 250,000 บาท
โอกาสสำเร็จต่อรอบ 5-10% (ในเคสที่ร่างกายพร้อมมาก) 60-90% (สูงขึ้นตามคุณภาพตัวอ่อน)
หากลองทำ 3 รอบ จ่ายสะสม 35,000 - 85,000+ บาท
(รวมค่า HSG)
จ่ายรอบเดียวจบงานได้สูงถึง 60-90%
ผลลัพธ์เมื่อไม่สำเร็จ เสียเงินหลักหมื่น + เสียเวลา 36 เดือน + ต้องเริ่มใหม่นับหนึ่ง ได้ตัวอ่อนแช่แข็งเก็บไว้ทำรอบถัดไปได้

ลองคิดดูนะครับ... หากคุณดันทุรังทำ IUI 3 รอบ แล้วไม่ติด คุณจะเสียเงินสะสมรวมค่าตรวจฉีดสีไปแล้วเกือบ 40,000 - 85,000+ บาท พร้อมกับเวลาที่ผ่านไปอีกครึ่งปี ซึ่งเงินก้อนนี้จริง ๆ แล้ว เพียงพอที่จะเป็น "ทุนตั้งต้นก้าวแรก" สำหรับการทำ ICSI ได้เลย!

4. ต้นทุนแฝงที่แพงกว่าเงิน: 'เวลา' และ 'โอกาสของไข่'

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการ "ดันทุรังทำ IUI" ในวันที่ร่างกายไม่พร้อม ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือ "เวลาที่เสียไปฟรีๆ":

  • คุณภาพไข่ลดลงตามวัย: โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่อายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ปริมาณและคุณภาพของเซลล์ไข่จะลดลงตามอายุ อาจทำให้คุณสูญเสียไข่ใบที่สมบูรณ์ที่สุดไปอย่างน่าเสียดาย
  • ความบอบช้ำทางจิตใจ: การตั้งความหวัง ลุ้นผลตรวจ และพบกับความผิดหวังซ้ำๆ ในทุกเดือน สร้างความเครียดสะสมมากกว่าการตั้งใจทำ ICSI ให้จบในรอบเดียว

5. สรุปเช็กลิสต์: เมื่อไหร่ IUI คือทางเลือกที่ดี และเมื่อไหร่ควรข้ามไป ICSI?

เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนและสบายใจกับคำแนะนำของแพทย์ ลองใช้เช็กลิสต์นี้ประเมินตัวเองได้ครับ:

เคสที่ทำ IUI แล้วคุ้มค่า (แพทย์จะสนับสนุนให้ทำ):

  • ฝ่ายหญิงอายุน้อย (น้อยกว่า 30-33 ปี)
  • ยอมรับการตรวจฉีดสีท่อนำไข่ (HSG) ได้ และผลยืนยันว่า ท่อนำไข่เปิดโปร่งทั้ง 2 ข้าง
  • ผลตรวจอสุจิของฝ่ายชายปกติ มีปริมาณและการว่ายตัวดีตามมาตรฐาน
  • ฝ่ายหญิงมีปัญหาแค่เรื่อง "ไข่ไม่ตกตามธรรมชาติ"

เคสที่ดันทุรังทำ IUI แล้วมีแต่จะเสียเงินและเวลาฟรี (ควรข้ามไป ICSI):

  • ฝ่ายหญิงอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป: เปลือกไข่เริ่มหนา และคุณภาพไข่ลดลง อสุจิเจาะเองได้ยาก
  • ฝ่ายชายมีอสุจิน้อยมาก ว่ายช้า หรือรูปร่างผิดปกติรุนแรง: IUI แค่ช่วยล้างอสุจิ แต่ไม่สามารถเจาะไข่แทนอสุจิได้
  • มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่รุนแรง / ช็อกโกแลตซีสต์: เกิดพังผืดขัดขวางการปฏิสนธิ
  • เนื้องอก ปีกมดลูกอักเสบ
  • เคยทำ IUI มาแล้ว 2 รอบแต่ไม่สำเร็จ: เป็นสัญญาณชัดเจนว่าร่างกายมีข้อจำกัดที่ IUI ก้าวข้ามไม่ได้

บทสรุป: เลือกวิธีที่ "คุ้มค่าที่สุด" จากผลตรวจจริง

การเลือกทำ IUI หรือ ICSI ไม่ใช่เรื่องของ "วิธีไหนดีกว่าวิธีไหน" แต่เป็นเรื่องของ "วิธีไหนที่เหมาะกับสภาพร่างกายของคุณมากที่สุด"

ที่ ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา - จินตบุตร เราเน้นการตรวจวิเคราะห์สาเหตุอย่างละเอียด (Diagnostic Testing) และพูดคุยกับคนไข้ด้วยความจริงใจ หากผลตรวจของคุณชี้ว่า IUI มีโอกาสสำเร็จสูง เราพร้อมสนับสนุนให้คุณเริ่มจาก IUI เพื่อประหยัดงบ แต่หากผลตรวจชี้ว่าโอกาสสำเร็จต่ำมาก แพทย์จะอธิบายเหตุผลตามจริง เพื่อช่วยให้คุณ "ประหยัดทั้งค่าตรวจฉีดสี เวลา และงบประมาณ นำไปลงทุนกับ ICSI เพื่อโอกาสสำเร็จสูงสุด" ครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง
เป็นช็อกโกแลตซีสต์ มีลูกได้ไหม? อยากมีลูกต้องทำยังไง?
เมื่อได้รับผลตรวจว่า "เป็นช็อกโกแลตซีสต์" คำถามแรกที่สร้างความกังวลใจให้ผู้หญิงที่กำลังวางแผนครอบครัวมากที่สุดคือ "แล้วแบบนี้จะมีลูกได้ไหม?" หรือ "จะท้องเองได้หรือเปล่า?" คำตอบอย่างตรงไปตรงมาคือ "ผู้ที่เป็นช็อกโกแลตซีสต์สามารถมีลูกได้" แต่จำเป็นต้องทำความเข้าใจการดำเนินโรค สัญญาณเตือน ตลอดจนเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไม่ให้ถุงน้ำนี้กลายเป็นอุปสรรคบดบังโอกาสในการตั้งครรภ์
Picture1.png รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์
5 ก.ย. 2026
ทำไมตัวอ่อนเกรดดี (High-grade Blastocyst) ย้ายกี่รอบก็ยังไม่ฝังตัว? รู้จัก "ภาวะท่อนำไข่บวมน้ำ(Hydrosalpinx)" ศัตรูเงียบของคนทำ IVF/ICSI
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมพยายามมีลูกมาตั้งนาน หรือแม้กระทั่งทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ย้ายตัวอ่อนเกรดดีมาก (High-grade Blastocyst) ไปหลายรอบแล้ว ตัวอ่อนก็ยังไม่ฝังตัวซักที หรือบางครั้งฝังตัวแล้วไม่เจริญต่อหนึ่งในตัวการนี้ตรวจพบในผู้หญิงมีบุตรยากก็คือ "ภาวะท่อนำไข่อุตันและท่อนำไข่บวมน้ำ" (Hydrosalpinx)
Picture1.png รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์
14 ส.ค. 2026
ตรวจเจอเนื้องอกมดลูก! อยากทำ ICSI ต้องผ่าตัดก่อนไหม? เจาะลึกลำดับการรักษา และเทคนิคย้ายตัวอ่อนให้ติด
การตรวจพบ "เนื้องอกมดลูก" (Uterine Fibroids / Myoma Uteri) เป็นหนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ มาเจาะลึกข้อเท็จจริงทางการแพทย์อย่างรอบด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนรักษาอย่างแม่นยำคู่รักส่วนใหญ่มักเกิดความกังวลใจว่า “เนื้องอกนี้จะเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำ ICSI หรือไม่?” หรือ “ควรผ่าตัดเนื้องอกออกให้หมดก่อน แล้วค่อยเริ่มกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วดีหรือไม่?”
Picture1.png รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์
18 ก.ย. 2026
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy