แชร์

ทำไมต้อง EmbryoScope+? เจาะลึกความเหนือชั้นของตู้เลี้ยงตัวอ่อน Time-Lapse พร้อมระบบ AI iDAScore®

Picture1.png รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์
อัพเดทล่าสุด: 25 ก.ย. 2026
12 ผู้เข้าชม
Embryoscope+ cover

ในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) หนึ่งในปัจจัยวิกฤตที่กำหนดอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ (Clinical Pregnancy Rate) ไม่ใช่เพียงขั้นตอนการปฏิสนธิเท่านั้น แต่คือ "คุณภาพตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน" (Incubation Micro-environment) และ "ความแม่นยำในการคัดเลือกตัวอ่อน" (Embryo Selection)

หลายท่านอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับ ตู้เลี้ยงตัวอ่อนระบบ Time-Lapse มาบ้าง แต่ทราบหรือไม่ว่า ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา-จินตบุตร คือศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากแห่งแรกๆ ในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยี EmbryoScope เข้ามาใช้ตั้งแต่รุ่นแรก จนกระทั่งยกระดับต่อเนื่องมาสู่รุ่นล่าสุดอย่าง EmbryoScope+ (Vitrolife) ร่วมกับอัลกอริทึม iDAScore® AI Engine บนมาตรฐานห้องปฏิบัติการสะอาด Cleanroom Class 1000 ระดับสากล JCI

1 ตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน 3 ยุค ต่างกันอย่างไร?

เพื่อเข้าใจว่าทำไม EmbryoScope+ จึงเปรียบเสมือนมาตรฐานสากล (Gold Standard) ในห้องปฏิบัติการ IVF/ICSI ยุคใหม่ ลองเปรียบเทียบวิวัฒนาการของตู้เลี้ยงตัวอ่อน 3 ยุค ดังนี้:

คุณสมบัติ 1. ตู้ดั้งเดิม
(Conventional Incubator)
2. ตู้ Time-Lapse ทั่วไป
(Standard Time-Lapse)
3. EmbryoScope+
ร่วมกับ iDAScore®
การสังเกตพัฒนาการ ต้องนำจานเลี้ยงตัวอ่อนออกนอกตู้มาส่องกล้องจุลทรรศน์วันละ 1 ครั้ง ถ่ายภาพอัตโนมัติภายในตู้ ไม่ต้องนำตัวอ่อนออกนอกตู้ ถ่ายภาพ Real-time อัตโนมัติทุกๆ 10 นาที ด้วยระบบ Optics แสงต่ำความละเอียดสูง
สภาวะแวดล้อม (Gas/Temp) ถูกรบกวนทุกครั้งที่เปิดตู้ ส่งผลต่ออุณหภูมิ ค่า pH และก๊าซ CO2 สภาวะแวดล้อมเสถียรขึ้น แต่บางรุ่นยังใช้ห้อง Chamber รวม Single Chamber: แยกห้องเลี้ยงตัวอ่อน มีระบบกั้นห้อง ไม่กระทบตัวอ่อนอื่นเมื่อเปิดตู้
เกณฑ์การคัดเลือกตัวอ่อน สามารถประเมินตัวอ่อนวันละครั้ง หรือได้เฉพาะช่วงเวลาแต่ละวัน ดูการบันทึกวีดีโอการพัฒนาตัวอ่อนย้อนหลัง (Manual Morphokinetics) Deep Learning AI (iDAScore®): ประมวลผลจาก Big Data ในระดับโลก แม่นยำ ไร้ความเบี่ยงเบน และให้คะแนนแม่นยำในการตัดเลือกตัวอ่อน

2 EmbryoScope+ เหนือกว่าตู้ Time-Lapse ทั่วไปอย่างไร?

แม้ตู้ Time-Lapse ยุคแรกจะสามารถถ่ายภาพตัวอ่อนในตู้ได้ แต่ EmbryoScope+ ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ข้อจำกัดเชิงเทคนิคทางการแพทย์หลายประการ:

สภาวะแวดล้อมระดับ Micro-environment ที่เสถียรที่สุด:

EmbryoScope+ ออกแบบ Chamber เลี้ยงตัวอ่อน แบบ Single Large Chamber Design ให้สภาวะแวดล้อมเหมือนกันทุกจานเพาะเลี้ยง และมี Chamber แยกสำหรับการนำถาดเพาะเลี้ยงเข้าหรือออก จะไม่ส่งผลกระทบต่อระดับก๊าซ อุณหภูมิ และค่า pH ของตัวอ่อนอื่นๆ ในตู้เลยแม้แต่น้อย

ระบบถนอมแสง (Low-intensity Optics & Phototoxicity Reduction):

ตัวอ่อนมนุษย์มีความอ่อนไหวต่อแสงอย่างมาก EmbryoScope+ จึงใช้คลื่นแสงพลังงานต่ำพิเศษในการถ่ายภาพทุกๆ 10 นาทีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะ DNA Damage หรือ Light Toxicity

จานเพาะเลี้ยงเฉพาะรุ่น (EmbryoSlide®):

ทำจากวัสดุพิเศษ ปราศจากสารพิษผ่านการทดสอบ 1-cell MEA test และใช้การดีไซน์โดยหลักการ WOW (Well of the well) ทำให้สามารถแชร์น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนรวมกันในจานเพาะเลี้ยงส่งผลให้ตัวอ่อนที่เจริญเติบโตจะมีการหลั่งสารส่งสัญญาณหล่อเลี้ยงตัวเองและตัวอ่อนข้างเคียง (Autocrine และ Paracrine factors) ช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตเป็นตัวอ่อนระยะ Blastocyst ได้ดีกว่าการเลี้ยงแยกเดี่ยว

3 หัวใจสำคัญ: iDAScore® AI Deep Learning Engine

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ EmbryoScope+ โดดเด่นกว่าระบบ Time-Lapse ทั่วไป คือการติดตั้งอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ระดับสูง iDAScore® (intelligent Data Analysis Score)

iDAScore® คืออะไร? คือ ซอฟต์แวร์ AI ประเภท Deep Learning Neural Network ที่ได้รับการฝึกฝน (Train) จากฐานข้อมูลภาพถ่ายและวิดีโอพัฒนาการตัวอ่อนนับแสนเคสในคลินิก IVF ชั้นนำทั่วโลก
กระบวนการวิเคราะห์ของ iDAScore®: ระบบจะดึงไฟล์วิดีโอ Time-Lapse จาก EmbryoScope+ มาวิเคราะห์รูปแบบการแบ่งเซลล์ (Cell Division Timings), จังหวะเวลาในแต่ละระยะ (Morphokinetics), สัดส่วนของ Fragments และโครงสร้างเซลล์อย่างละเอียด
การตัดความเบี่ยงเบนจากสายตามนุษย์ (Unbiased Objective Evaluation): ระบบจะคำนวณออกมาเป็น คะแนนตัวเลข iDAScore® (1.0 - 9.9) ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสการฝังตัวสำเร็จอย่างเที่ยงตรง ขจัดปัญหา Subjectivity หรือความเห็นต่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน

4 ประโยชน์สูงสุดที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ

เลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพสูงสุด (Best Embryo Prioritization): ช่วยให้แพทย์ทราบลำดับตัวอ่อนที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงสุด เพื่อย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเป็นตัวแรก
ลดระยะเวลาในการรอคอยตั้งครรภ์ (Time-to-Pregnancy): ช่วยลดจำนวนรอบในการย้ายตัวอ่อน และประหยัดค่าใช้จ่ายจากการย้ายตัวอ่อนหลายครั้งโดยไม่จำเป็น
ปลอดภัยสูงสุดในห้องแล็บระบบปิด: ตัวอ่อนเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ในตู้ระบบปิด ไม่ถูกดึงออกมาสัมผัสอากาศภายนอกตลอด 56 วัน
เสริมประสิทธิภาพร่วมกับการตรวจ PGT-A: เมื่อใช้ข้อมูล iDAScore® ควบคู่กับการตรวจคัดกรองโครโมโซม PGT-A จะช่วยให้ทีมแพทย์ประเมินได้ทั้งความสมบูรณ์ทางพันธุกรรมและศักยภาพการเติบโตเชิงกายภาพ ทำให้เพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญ

5 สรุป: ทำไมต้องทำ ICSI และเลี้ยงตัวอ่อนที่ เจ้าพระยา-จินตบุตร?

ด้วยความเป็นผู้นำที่นำเทคโนโลยี EmbryoScope รุ่นแรกเข้ามาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา-จินตบุตร ไม่เพียงแต่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ระดับ High-End อย่าง EmbryoScope+ และระบบ iDAScore® AI Engine เท่านั้น แต่เรายังมี "ประสบการณ์และความชำนาญสะสมในการวิเคราะห์ข้อมูล Time-Lapse" ของทีมแพทย์และนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนอย่างยาวนาน

การผสานเทคโนโลยี AI ระดับโลกเข้ากับความเชี่ยวชาญของทีมนักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) จึงเป็นคำตอบสำคัญในการเพิ่มอัตราความสำเร็จและมอบโอกาสสูงสุดในการสร้างครอบครัวให้แก่คุณ

(บทความโดย ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา-จินตบุตร มาตรฐานความปลอดภัยและการบริการระดับโรงพยาบาลสากล JCI & HA)

บทความที่เกี่ยวข้อง
การทำ ICSI กับ IVF ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนดี | ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ICSI (อิ๊กซี่) และ IVF ทำเด็กหลอดแก้วแบบไหนเหมาะกับใคร? สรุปเข้าใจง่าย พร้อมสถิติอัตราความสำเร็จปี 2025 โดยศูนย์ผู้มีบุตรยากเจ้าพระยา-จินตบุตร
Picture1.png รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์
22 ก.ค. 2026
นวัตกรรมใหม่การทำเด็กหลอดแก้ว Time lapse Embryoscope
นวัตกรรมใหม่ของการ ทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่เราเรียกว่า Time lapse Embryoscope คืออะไร
Picture1.png รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์
15 ก.ค. 2026
ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A จำเป็นแค่ไหน? ข้อมูลและปัจจัยรอบด้านเพื่อการตัดสินใจทำ IVF/ICSI
ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) คำถามที่คู่สามีภรรยาและผู้เข้ารับบริการมักจะต้องร่วมหาคำตอบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอคือ "ควรส่งตรวจโครโมโซมตัวอ่อนด้วยวิธี PGT-A ดีหรือไม่?" การตรวจ PGT-A ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางเลือกที่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยาก อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้ไม่ได้เป็นข้อบังคับสำหรับผู้ทำ IVF ทุกเคส การทำความเข้าใจหลักการ ข้อดี ข้อจำกัด ตลอดจนปัจจัยของตัวอ่อนที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน จะช่วยให้คุณสามารถประเมินความคุ้มค่าและความเหมาะสมตามบริบทของตนเองได้อย่างมั่นใจ
Picture1.png รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์
28 ส.ค. 2026
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy