ย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง VS รอบสด แบบไหนโอกาสท้องสูงกว่ากัน?

ในการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) เมื่อผ่านขั้นตอนการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ และปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่คนไข้มักปรึกษาแพทย์คือ "เราควรย้ายตัวอ่อนสดในรอบเก็บไข่เลย หรือควรแช่แข็งตัวอ่อนไว้ก่อนแล้วค่อยย้ายในรอบแช่แข็ง (FET) แบบไหนโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่ากัน?"
บทความนี้จะพาไปไขคำตอบเชิงลึกทางการแพทย์ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมั่นใจและเพิ่มโอกาสสำเร็จสูงสุดครับ
1. ทำความรู้จักการย้ายตัวอ่อนทั้ง 2 แบบ
- การย้ายตัวอ่อนรอบสด (Fresh Embryo Transfer): คือกระบวนการนำตัวอ่อนที่ได้จากการปฏิสนธิในรอบเดือนนั้นๆ (มักเป็นระยะ Day 5) ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงทันทีภายในรอบกระตุ้นไข่ โดยไม่ต้องรอแช่แข็ง
- การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (Frozen Embryo Transfer - FET): คือการนำตัวอ่อนไปแช่แข็งเก็บรักษาไว้ด้วยเทคโนโลยีวิทริฟิเคชั่น (Vitrification) แล้วค่อยเตรียมผนังมดลูกของฝ่ายหญิงให้มีความพร้อมต่อการฝังตัวในรอบเดือนถัดไป จึงค่อยนำตัวอ่อนมาละลายและย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก
2. เปรียบเทียบชัดๆ: รอบสด VS รอบแช่แข็ง แบบไหนโอกาสท้องสูงกว่า?
ข้อมูลทางการแพทย์และสถิติจากศูนย์ผู้มีบุตรยากทั่วโลกชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า "การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) อัตราการตั้งครรภ์ที่สูงกว่า และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนได้ดีกว่า" ในคนไข้ส่วนใหญ่ ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:
- ความพร้อมและฮอร์โมนของเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Receptivity): ในรอบกระตุ้นไข่ จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนปริมาณสูงเพื่อกระตุ้นให้ไข่โต ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เอื้อต่อการฝังตัวของตัวอ่อน แต่ใน รอบแช่แข็ง (FET) ระดับฮอร์โมนกลับมาใกล้เคียงกับรอบตกไข่ธรรมชาติ ทำให้ผนังมดลูกหนานุ่มและพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อนมากที่สุด
- โอกาสในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT-A): หากคนไข้ต้องการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนย้าย (เช่น PGT-A เพื่อคัดกรองดาวน์ซินโดรม) จำเป็นต้องแช่แข็งตัวอ่อนไว้รอผลตรวจ การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งจึงทำให้เลือก "ตัวอ่อนที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูง" มาย้ายเข้ามดลูก
- ป้องกันภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS): ในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS) การฝืนย้ายตัวอ่อนรอบสดอาจทำให้มีอาการท้องอืด แน่นท้อง และเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ การแช่แข็งตัวอ่อนไว้แล้วเว้นระยะให้ร่างกายปลอดภัยก่อน จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด
3. ตารางสรุปเปรียบเทียบ: ย้ายตัวอ่อนรอบสด VS รอบแช่แข็ง (FET)
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การย้ายตัวอ่อนรอบสด (Fresh) | การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง (FET) |
|---|---|---|
| ระยะเวลาการรักษา | เสร็จสิ้นในรอบเดือนเดียว (เร็วกว่า) | ต้องรอรอบเดือนถัดไปเพื่อให้มดลูกพร้อม |
| โอกาสตั้งครรภ์ (Success Rate) | ปานกลาง (ขึ้นอยู่กับปัจจัยฮอร์โมนและความหนาผนังมดลูก) | สูงกว่า (ในภาพรวมและเคสส่วนใหญ่) |
| ความพร้อมของผนังมดลูก | อาจได้รับผลกระทบจากฮอร์โมนที่สูงทำให้ผนังมดลูกบาง | เป็นธรรมชาติ เหมาะแก่การฝังตัวสูงสุด |
| สามารถตรวจโครโมโซม (PGT) ได้ไหม | ไม่ได้ (เพราะต้องรอผลแล็บหลายวัน) | ได้ |
4. แล้วใครบ้างที่เหมาะกับ "รอบสด" หรือ "รอบแช่แข็ง"?
แม้รอบแช่แข็งจะมีแนวโน้มความสำเร็จสูง แต่แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล ดังนี้:
- ผู้ที่เหมาะกับรอบแช่แข็ง (FET): ผู้หญิงที่ต้องการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A), มีความเสี่ยงภาวะ OHSS, ผนังมดลูกหนาตัวผิดปกติจากฮอร์โมนรอบกระตุ้น, หรือเคยย้ายตัวอ่อนรอบสดแล้วไม่สำเร็จ
- ผู้ที่อาจพิจารณารรอบสด: คนไข้ที่มีร่างกายพร้อม ฮอร์โมนและเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมตามธรรมชาติ และต้องการความรวดเร็วในการตั้งครรภ์โดยไม่ต้องรอรอบถัดไป
คำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เจ้าพระยา-จินตบุตร
ในปัจจุบันเทคโนโลยีการแช่แข็งตัวอ่อนด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น (Vitrification) มีการพัฒนาต่อยอดสูงมากทำให้ อัตราการรอดชีวิตของตัวอ่อนหลังละลายสูงถึง 95-98% มักไม่ทำให้มีผลกระทบต่อตัวอ่อน ดังนั้น คนไข้จึงไม่ต้องกังวลหากแพทย์แนะนำให้พักร่างกายแล้วย้ายในรอบแช่แข็ง เพื่อโอกาสในการตั้งครรภ์สูงขึ้น อย่างมีนัยยสำคัญ
รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์


